วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์

                              


        การโจรกรรมข้อมูลได้เกิดขึ้นมาอย่างช้านานโดยเหล่ามิจฉาชีพมีความพยายามที่จะคิดค้น
วิธีการหลากหลายรูปแบบให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนารูปแบบต่างๆ เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อ รวมถึงการโจรกรรมข้อมูลและถ่ายโอนข้อมูล โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย ดังจะได้ยกตัวอย่างต่อไปนี้

การโจรกรรมข้อมูลในรูปแบบต่างๆ

เทคนิคใหม่ในการขโมยข้อมูล
                ประเด็นก็คือนักวิจัยที่ University of California, Santa Barbara (UCSB) และ Saarland University ในSaarbrucken ประเทศเยอรมัน ได้คิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ที่จะขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ (ต่างคนต่างคิดนะครับไม่ได้ช่วยกัน) โดยที่ Saarbrucken จะใช้วิธีอ่านข้อมูลหน้าจอคอมพิวเตอร์ จากวัตถุที่สามารถสะท้อนแสงได้ เช่นกระจก หรือกาน้ำชา (แบบที่ผิวมัน ๆ นะครับ) โดยโครงการนี้นี่มีที่มาจากความคิดสนุก ๆ ของนักวิจัยครับ โดยพวกเขาอยากจะทดลองว่าเขาจะรู้ได้ไหมว่าใครกำลังใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไร โดยแอบดูจากกระจกที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ จอคอมพิวเตอร์ และเขาก็ได้ข้อสรุปครับว่า ถ้าใช้กล้องโทรทัศน์ราคาประมาณ 15000 บาท ($500) โฟกัสไปที่วัตถุที่สามารถสะท้อนแสงได้ที่ตั้งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จะทำให้สามารถสร้างภาพของเอกสาร Ms Word ที่อยู่บนหน้าจอได้ ตอนนี้เขากำลังทำวิจัยขั้นต่อไปครับคือคิดค้นขั้นตอนวิธีวิเคราะห์รูปภาพแบบใหม่ ๆ และใช้กล้องดูดาวเข้ามาช่วย โดยมีความหวังว่าต่อไปจะสามารถดูภาพสะท้อนจากพื้นพิวที่มีความยากขึ้นเช่นตาของคนเราครับ ส่วนใน UCSB ได้พัฒนาโปรแกรมชื่อ Clear shot ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะวิเคราะห์วีดีโอที่บันทึกความเคลื่อนไหวของร่างกายเราในตอนกดแป้นพิมพ์ แล้วโปรแกรมจะบอกได้ว่าเราพิมพ์อะไรบ้าง ซึ่งที่มาของชื่อโปรแกรม Clear Shot นั้นมาจากหนังเรื่อง Sneakers นำแสดงโดย Robert Redford สักประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วครับ มาฉายที่ประเทศไทยด้วย ผมก็ได้ดูครับ สนุกดีตามสไตล์ฮอลลีวูดครับ (ชักนอกเรื่องแล้วกลับมาดีกว่า) คือพระเอกของเรื่องก็กำลังทำสิ่งเดียวกับที่โปรแกรมนี้ทำอยู่ครับ คือดูวีดีโอและพยายามวิเคราะห์ว่ารหัสผ่านที่คนกำลังพิมพ์อยู่คืออะไร และพระเอกก็บอกว่าเอาละตอนนี้กำลังจะได้ clear shot แล้ว ตอนนี้โปรแกรม Clear Shot นี่ทำงานได้เที่ยงตรงประมาณร้อยละ 40 ครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจจากเรื่องนี้มีสองประเด็นครับ แน่นอนครับประเด็นแรกคือประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัย นับวันจะเห็นว่ามีวิธีการต่าง ๆ ที่จะขโมยข้อมูลมากขึ้น ก็ให้เรารู้เท่าทันไว้ครับ ซึ่งผมคิดว่าเราคงยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้มากนัก ผมว่ามันเหมาะกับพวกสายลับมากกว่า แต่ผมว่าสิ่งที่เราต้องทำเกี่ยวกับการรักษาข้อมูลของเราก็คือเรื่องที่ทำได้ใกล้ ๆ ตัว เช่นหมั่นปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสให้กับโปรแกรมป้องกันไวรัส ตั้งรหัสผ่านให้มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่บอกรหัสผ่านกับใคร เป็นต้น
                อีกประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าก็คือ ผมอยากให้ดูวิธีการคิดของนักวิจัยเหล่านี้ครับ จะเห็นว่าเขาหยิบยกเอาเรื่องใกล้ ๆ ตัว เรื่องที่พวกเรามองข้าม หรือเรื่องที่เป็นความสนุกเช่นการดูหนัง นำมาทำวิจัยเป็นเรื่องเป็นราวได้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าถ้าเด็กไทยเราได้รับการฝึกฝนก็จะสามารถทำได้เช่นกันครับ เช่นเด็กไทยที่ไปคว้ารางวัลโครงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกเช่น การเดินของกิ้งกือ หรือการหุบของใบไมยราบ

การโจรกรรมข้อมูลโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Bluetooth
นวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่ออกมา ต่างก็มีการนำเอา Application และมีการประยุกต์รูปแบบการใช้งานที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ เพื่อเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ต่างๆ เช่น Smalltalk, Printer, กล้องถ่ายรูป หรือไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ มือถือ ด้วยกันเอง PDA, Notebook, Computer PC จุดประสงค์ของการเชื่อมต่อก็เพื่อควบคุมการทำงานอุปกรณ์นั้นๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ระหว่างกัน
                การเชื่อมต่ออุปกรณ์ระหว่างกันนี้ มีการเชื่อมต่อหลักๆ อยู่ 2 รูปแบบ คือ
                                แบบที่ 1 Wire line (การเชื่อมต่อแบบใช้สาย) คือการเชื่อมต่อข้อมูลโดยมีสื่อกลางในการเชื่อมต่อโดยใช้สายสัญญาณ โดยการเชื่อมมือถือในปัจจุบันนิยมใช้สายเชื่อมต่อแบบ USB ซึ่งเป็นที่มาตรฐานที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
                                แบบที่ 2 Wireless (การเชื่อมต่อแบบไร้สาย) คือการเชื่อมต่อข้อมูลโดยมีสื่อกลางเป็นแสง หรือ คลื่นสัญญาณความถี่ ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบนี้มีมาตรฐานอยู่หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ IrDA, RFID, Wireless Lan, Bluetooth
                ซึ่งรูปแบบการเชื่อมต่อในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมในการใช้งานได้แก่การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เนื่องจากมีความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อศึกษาอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อไม่จำเป็นต้องมีสายสัญญาณมาเชื่อมเข้าหากัน มาตรฐานที่กำลังมาแรง และได้มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องมานาน ได้แก่ มาตรฐาน Bluetooth
                Bluetooth (IEEE802.15) ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัทอีริคสัน เพื่อเชื่อมอุปกรณ์ Hand free เข้ากับตัวเครื่องโทรศัพท์ คำว่า Bluetooth ถูกตั้งตามชื่อกษัตริย์ฮารอล์ด บลูทูธ แห่งเดนมาร์ก มาตรฐานนี้ถูกกำหนดมาตรฐานโดย IEEE โดยได้กำหนดชื่อมาตรฐานเป็น IEEE802.15 การใช้งานสัญญาณอยู่ในย่านความถี่ 2.4 GHz  ปัจจุบันได้มีการพัฒนามาตรฐาน Bluetooth ให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆเพิ่มมากขึ้น มาตรฐานปัจจุบันอยู่ที่ Bluetooth V.2 สามารถส่งผ่านข้อมูลได้สูงสุดที่ 3Mbps ที่ระยะทางไม่เกิน 100 เมตร ตัวอย่างการใช้งานอุปกรณ์ที่ติดต่อระบบ Bluetooth การสั่ง Print รูปจาก มือถือไปยัง Printer, การโอน File รูปหรือ Update Calendar ไปยังโทรศัพท์มือถือด้วยกัน การส่งข้อมูลกับเครื่อง Notebook, PDA, Computer PC เป็นต้น
                เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนากันไปอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นช่องทางให้ผู้ที่ไม่หวังดี นำเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้งานในทางที่ผิดได้
                ซึ่งภัยจากการใช้เทคโนโลยี Bluetooth ในการเชื่อมอุปกรณ์ในโทรศัพท์มือถือ ถือได้ว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลออกจากโทรศัพท์มือถือมีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก
องค์ประกอบในการที่จะก่อให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลได้ในลักษณะนี้ได้แก่
-       เครื่อง Computer ไม่ว่าจะเป็น Computer PC หรือ Notebook
-       อุปกรณ์ Bluetooth
-       Software ที่ใช้งาน
-       ผู้ใช้งานที่พอมีความเข้าใจในการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าว
-       เครื่องโทรศัพท์เป้าหมายที่เปิดสัญญาณ Bluetooth ไว้
การโจรกรรมข้อมูลในลักษณะนี้ถือได้ว่าเป็นภัยที่เราอาจไม่รู้ตัวได้เลยว่า เครื่องโทรศัพท์มือถือของเราจะถูกโจรกรรมข้อมูลไปเมื่อไหร่ ถ้าเครื่องของเราอยู่ในแหล่งที่มีคนพลุกพล่านด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่สามารถรู้ตัวคนโจรกรรมข้อมูลเราได้เลย
รูปแบบในการโจรกรรมข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ สามารถที่จะ รู้เบอร์โทรศัพท์ที่เจ้าของเครื่องที่เก็บเอาไว้ ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางการเงิน Password ต่างๆของเจ้าของเครื่อง หรือขนาดถึงขั้นการดักฟังการสนทนาของเจ้าของเครื่อง การแอบใช้โทรศัพท์ของเจ้าของเครื่องสามารถทำได้
รูปแบบการโจรกรรมข้อมูลในลักษณะนี้ การที่จะหาตัวผู้กระทำความผิดเอามาลงโทษ ถือว่ากระทำได้ยาก ยิ่งถ้าเราอยู่ในแหล่งชุมนุมชนด้วยแล้ว ผู้เสียหายก็อาจไม่รู้ตัวได้เลยว่า จะถูกขโมย หรือแอบใช้งานโทรศัพท์มือถือของตัวเองไปเมื่อไหร่
การป้องกันตัวเองเบื้อต้นจากภัยรูปแบบนี้ เราสามารถกระทำได้ง่ายเพียงปิดอุปกรณ์ Bluetooth ทิ้งไป เมื่อไม่จำเป็นในการใช้งาน upgrade firmware ของโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลา ในมือถือรุ่นใหม่ที่เป็น PdaPhoe และ Smartphone จะมี Software ด้าน Firewall ให้ติดตั้ง
รูปแบบภัยร้ายนี้เป็นภัยใหม่ ที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นภัยที่เราควรตระหนักและรู้จักป้องกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีได้

การ Map Drive
และหลังจากที่คุณได้สร้าง UserAdmin ในเครื่องเหยื่อได้แล้วที่ชื่อ hacker
และมี password เป็น passhack และก่อนหน้านี้คุณได้แสกนเครื่องเหยื่อแล้วว่าเครื่องเหยื่อได้เปิด share ที่ไดร์ฟ C: (ถ้า งง กลับไปอ่านเรื่อง scan ใหม)ให้คุณพิมพ์คำสั่งด้านล่างนี้เพื่อเข้าไป MapDriveC: 
ของเครื่องเหยื่อ
net use \\ 203.114.234.5 \ C$ passhack /u:hacker
คำสั่งบนนี้ จะเป็นการเชื่อมต่อไปที่ share drive c: ในเครื่องเป้าหมาย โดย PasswordAdmin เป็นสิ่งที่ได้มาจากขั้นตอนด้านบนเรียบร้อยมาแล้วนะครับ โดยเครื่องนั้นต้องเปิด share C$ มาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าคุณได้ใช้คำสั่งนี้แล้วยังเชื่อมต่อ (connect) ยังไม่ได้อีกคุณอาจต้องพิมพ์
net use \\ 203.114.234.5 \ C$ passhack /u:203.114.234.5\ hacker
โดยเพิ่ม 203.114.234.5 มาตรงหน้า user Admin ขึ้นมาครับหรือ
net use \\ 203.114.234.5 \ C$ passhack /u:ชื่อเครื่องเหยื่อหรือชื่อ domain\ hacker
แต่ถ้าพิมพ์เป็น net use \\ ...IP เหยื่อ.. \D$ passhack /u: hacker
D$ เป็นการ connect เชื่อมต่อที่ share ของ drive D:
ซึ่งตอนนี้อาจลองเช็คดู IP ที่หน้าต่างดอสนี้โดยลองพิมพ์ ipconfig หรือใช้คำสั่ง dir ในหน้าต่างนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเครื่องเป้าหมาย ถ้าลองดูแล้วเป็นเครื่องเป้าหมายจริงๆ ก็เหมือนกับคุณได้นั่งอยู่หน้าเครื่องเป้าหมายจริงๆ การพิมพ์คำสั่งต่างๆในหน้าต่างนี้ ก็คือการสั่งคำสั่งต่างๆในเครื่องเป้าหมาย ไม่ใช่เครื่องคุณ และคุณอาจส่งไฟล์ไปโดยโปรแกรม remote เพื่อที่จะสร้างทางลับต่าง เพื่อที่จะเข้าไปควบคุมอีก ในโอกาสหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาชญากรทางคอมพิวเตอร์




อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
1. พวกเด็กหัดใหม่ (Novice)
2. พวกวิกลจริต (Deranged persons)
3. อาชญากรที่รวมกลุ่มกระทำผิด (Organized crime)
4. อาชญากรอาชีพ (Career)
5. พวกหัวพัฒนา มีความก้าวหน้า(Con artists)
6. พวกคลั่งลัทธิ(Dremer) / พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues)
7. ผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี (Hacker/Cracker )
Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
 จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้
เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์

รูปแบบของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ปัจุบันทั่วโลก ได้จำแนกประเภทอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้  
9 ประเภท (ตามข้อมูลคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจร่างกฎหมายอาชญากรรมทาคอมพิวเตอร์)
1. การขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
    รวมถึงการขโมยประโยชน์ในการลักลอบใช้บริการ
2. การปกปิดความผิดของตัวเอง โดยใช้ระบบการสื่อสาร
3. การละเมิดลิขสิทธิ์ ปลอมแปลงรูปแบบเลียนแบระบบซอฟแวร์โดยมิชอบ
4. การเผยแพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
5. การฟอกเงิน
6. การก่อกวน ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ทำลายระบบสาธารณูปโภค  เช่น      ระบบจ่ายน้ำ จ่ายไฟ จราจร
7. การหลอกลวงให้ร่วมค้าขาย หรือ ลงทุนปลอม (การทำธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย)
8. การลักลอบใช้ข้อมูลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ
เช่น การขโมยรหัสบัตรเครดิต
9. การใช้คอมพิวเตอร์ในการโอนบัญชีผู้อื่นเป็นของตัวเอง

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ

1. การเจาะระบบรักษาความปลอดภัย ทางกายภาพ  ได้แก่ ตัวอาคาร อุปกรณ์และสื่อต่างๆ
2. การเจาะเข้าไปในระบบสื่อสาร และการ รักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ข้อมูลต่างๆ
3. เป็นการเจาะเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัย ของระบบปฏิบัติการ(Operating System)
4. เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการกระทำความผิด

ตัวอย่างอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

1. Morris Case
การเผยแพร่หนอนคอมพิวเตอร์ (Worm)
โดยนายโรเบิร์ต ที มอริส  นักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัย
คอร์แนล
หนอน (worm) สามารถระบาดติดเชื้อจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปสู่อีก
เครื่องหนึ่ง ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้ โดยมีการแพร่ระบาด
อย่างรวดเร็ว
; ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา โดยให้บริการสังคมเป็นเวลา
  400 ชั่วโมง และปรับเป็นเงิน 10,050 ดอลลาร์สหรัฐ

2. Digital Equipment case
เดือนธันวาคม ค.ศ.1980 เครือข่ายของบริษัท Digital Equipment
Corporation ประสบปัญหาการทำงาน โดยเริ่มจากบริษัท U.S Leasing
- คนร้ายโทร. ปลอมเป็นพนักงานคอมของ บริษัท Digital Equipment
- ขอเข้าไปในระบบ(Access)โดยขอหมายเลขบัญชีผู้ใช้ (Account Number)
   และรหัสผ่าน (password)
- ต่อมามีการตรวจสอบ
- มีการก่อวินาศกรรมทางคอมพิวเตอร์
* คอมพิวเตอร์พิมพ์ข้อความหยาบคาย เครื่องพิมพ์พิมพ์กระดาษเต็มห้อง
*ลบข้อมูลในไฟล์บริษัททิ้งหมด เช่น ข้อมูลลูกค้า สินค้าคงคลัง
  ใบเรียกเก็บเงิน

3. “141 Hackers” และ  “War Game”
ภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1983
·       “141 Hackers” การเจาะระบบสาธารณูปโภคของสหรัฐอเมริกา
·       “War Game” การเจาะระบบจนกระทั่งเกือบเกิดสงครามปรมาณู ระหว่าง
·       สหรัฐอเมริกา และโซเวียต
·       ทั้งสองเรื่อง ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมของสภาคองเกรส (Congress)

4. ไวรัส Logic bomb/Worm ใน Yahoo
·       ทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการของ Yahoo ในปี 1997
·       ทำลายระบบคอมพิวเตอร์นับล้านเครื่อง

          ธุรกิจบน Internet
ค้าขายด้วย E-Commerce  (Electronics commerce)
ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง
1 ธุรกิจขายตรง
2 ร้านขายหนังสือ
3 ธุรกิจร้านค้าอาหาร
E-commerce กับธุรกิจผิดกฎหมาย
ปัจจุบันได้มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางผิดกฎหมายมากขึ้น
เช่น การขายหนังสือลามก, วีดีโอลามก, สื่อลามกประเภทต่างๆ
เป็นแหล่งโอนเงินที่ผิดกฎหมาย
รวมทั้งใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงเพื่อกระทำความผิด








กฎหมายคอมพิวเตอร์ กับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม




                         ข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถค้นหาได้ง่ายและรวดเร็วทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในโลกยุคเทคโนโลยีข่าวสารในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ผู้รับสื่อจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพราะบางคนก็ได้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยการเผยแพร่ข้อมูลที่นำไปสู่ความเสียหายกับผู้อื่นหรือต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยความจงใจ 
     เพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีนับพันล้าน การนำเข้าข้อมูลหรือการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น การสร้างข่าวลือ หลอกลวง หรือเรื่องโกหกเพื่อหวังทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อันส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่นหรืออาจจะรวมไปถึงประเทศชาติทั้งในด้านสังคม ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการกระทำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สามารถส่งผลให้เกิดความเสียหายและแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว
     อย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวการจับกุมการโพสข้อความการหมิ่นประมาทเรื่องอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งส่งผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นของไทยนั้นตกสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเป็นการโพสข้อมูลที่อาจส่งผลต่อปัญหาทางด้านการทหาร หรือการทูตของไทยกับต่างประเทศ ทำให้ข่าวลือสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ จนถึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น
     ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ได้กล่าวไว้ในมาตรา 14 คือ ผู้ใดกระทำความผิดในการนำเข้าข้อมูลใดๆ สู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นความเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     ไม่เพียงแต่ผู้นำเข้าข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น เว็บไซต์ที่ให้บริการเช่นเดียวกัน หากเว็บมาสเตอร์ได้รู้ถึงข้อมูลนี้แล้วยังเผยแพร่มีความรับผิดทางกฎหมายด้วย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา15  คือ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิดตามมาตรา14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด เพราะถือว่ามีส่วนในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
     จะเห็นได้ว่าสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นได้ถูกใช้นำมาเป็นสื่อในการเสนอข้อมูลอย่างเสรี ขณะเดียวกันก็ต้องมีกฎเกณฑ์ในการจัดการกับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อส่วนรวม  ฉะนั้นเราควรที่จะใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารและระมัดระวังในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กฎหมายลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต



สังคมไทยในปัจจุบันนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์มากขึ้น เพราะสิขสิทธิ์เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง จึงมีกฎหมายลิขสิทธิ์เกิดขึ้นมาเพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิในงานนั้น ทำให้เกิดแรงจูงใจและกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งบนอินเทอร์เน็ตก็มีการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อคุ้มครองผลงานที่อาจจะถูกนำไปเผยแพร่ หรือใช้ในทางที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้

     เราอาจเคยสงสัยว่า การดาวน์โหลดภาพยนตร์ เพลง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้ว ต้องดูว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่สู่สาธารณะชน และเจ้าของผลงานอนุญาตเผยแพร่หรือไม่ สำหรับโปรแกรมจำพวก Freeware, Shareware จะไม่มีปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในกรณีที่เจ้าของผลงานไม่อนุญาตก็จะอยู่ที่วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งาน ซึ่งหากมีการนำไปทำการค้านั้นก็ถือเป็นการทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ ดังนั้นเราควรรู้จักความหมายของลิขสิทธิ์ก่อนเพื่อจะได้ไม่ทำผิดโดยไม่รู้ตัว
     ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น โดยแบ่งประเภทงานเป็น วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ งานแพร่เสียงภาพ และงานอื่นใดอันเป็นงานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ซึ่งลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่ต้องทำการจดทะเบียนลิขสิทธิ์หรือแสดงการสงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด โดยลิขสิทธิ์นี้จะอยู่ตลอดจนอายุของผู้สร้างสรรค์ผลงานและคุ้มครองไปอีก50ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นเสียชีวิต
การกระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีด้วยกัน5ประการคือ

     1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
     2) เผยแพร่ต่อสาธารณะชน
     3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนต์ และสิ่งบันทึกเสียง
     4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
     5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ตามข้อ 13 โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขที่กำหนดจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

     หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องมีโทษปรับตั้งแต่ 20,000บาท ถึง 200,000 บาท หากการทำละเมิดดังกล่าวเพื่อการค้า ผู้กระทำจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 800,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     การละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตที่พบได้มาก ได้แก่ การอัพโหลดและดาวน์โหลดโปรแกรม ไฟล์เพลง ไฟล์ภาพยนตร์, การCopy ภาพยนตร์บนแผ่น CD, DVD, การ Copy รูปภาพหรือข้อความของบุคคลอื่นบนเว็บไซต์ ทั้งหมดถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือนำไปใช้เพื่อการศึกษาอันมิใช่กระทำเพื่อแสวงหาผลกำไร ดังเช่น เว็บไซต์ที่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น สินค้าลอกเลียนแบบสินค้าแบรนด์เนม, ขาย VCD, DVD เพลง/ ภาพยนตร์เถื่อน ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ไทยฮอตไลน์มักจะได้รับแจ้งอยู่เสมอ

     หลายคนอาจเคยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปโดยที่ไม่รู้ตัวเพราะการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นสามารถทำได้ง่าย และสบายเงินในกระเป๋าด้วย แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ดีควรคำนึกถึง ความตั้งใจ ความวิริยะอุตสาหะของผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อพวกเขามีแรงจูงใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีมีคุณภาพให้พวกเราได้ใช้ประโยชน์ ได้ความรู้ หรือได้ความบันเทิงต่อไป
   

กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต





  กฎหมายอินเตอร์เน็ต 

ตอนนี้ที่ประเทศไทยออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 กรกฏาคม 2550 ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าของเว็บ เว็บมาสเตอร์ และนักไซเบอร์ ต่างต้องรู้ไว้ จะได้เตรียมตัวและป้องกันเสียแต่เนิ่น ๆ 
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๒๗ ก หน้า ๑๓) ในพระราชบัญญัติจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หมวดความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และหมวด อำนาจของเจ้าหน้าที่ แต่ ณ ที่นี้ จะขอกล่าวเพียงบางมาตราที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อให้เว็บมาสเตอร์ และ เจ้าของเว็บไซต์ได้ระวังตัว จะได้ไม่เผลอกระทำผิดกฏหมายแบบไม่เจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการ รับ – ส่ง อีเมล เพราะในพระราชบัญญัตินี้มีระบุไว้ว่า 

มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท 

มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ในกรณีถ้าเป็นการส่งอีเมล จะหมายถึงการส่งอีเมลที่แผงไวรัส โทรจัน หรือ เมลบอมบ์ (อีเมลที่แนบไฟล์ขนาดใหญ่มาก ๆ) เมื่อผู้รับเปิดอีเมลอ่านจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานสะดุด ช้าลง หรือทำให้เครื่องช้า แฮ้งค์ จนใช้งานไม่ได้ ครั้งต่อไปเมื่อคุณส่งเมล เช็คขนาดของไฟล์ที่แนบว่าใหญ่เกินไปมั้ย มีไวรัสอะไร หรือมีโปรแกรมที่น่าสงสัยติดไปด้วยหรือเปล่า เพราะหากก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน หรือ สร้างความเสียหายที่กระทบต่อความมั่นคง ระบบเศรษฐกิจ ของชาติ อัตราโทษจะเพิ่มสูงขึ้นอีกค่ะ ตรวจเช็คสักนิดก่อนส่งอีเมลนะคะ 


มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน 
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน 
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา 
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) 

การส่งอีเมล หรือ การ Forward Mail ที่เข้าข่าย รูปโป๊ ภาพลามก อนาจาร ภาพตัดต่อ ข้อความที่ไม่เป็นจริง ข้อความทำลายชื่อเสียง หรือทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ข้อความที่กระทบต่อความมั่งคงของชาติ ข้อความเหล่านี้ถือว่าผิดกฏหมาย นอกจากนี้หากไม่ใช้การ Forward Mail แต่เป็นการโพสไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ตามกระทู้ เว็บบอร์ด บล็อก (Blog) ยังเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ นี้ด้วย 

นอกจากนี้หากท่านเป็นเจ้าของเว็บ เว็บมาสเตอร์ แล้วปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นที่เว็บของท่าน ท่านจะมีความผิดฐานรู้เห็น ยินยอม ให้เกิดข้อความลามก อนาจาร ข้อความกล่าวเท็จพาดพิงให้บุคคลอื่นเกิดความเสียหาย ข้อความท้าทายอำนาจรัฐ หรือข้อความที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ ในมาตรา ๑๕ ด้วย 

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ 

เรื่องที่เจ้าของเว็บ เว็บมาสเตอร์ ควรต้องระวังในกฏหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ยังมีอะไรอีกบ้าง อ่านต่อเลยค่ะ 

มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด 
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ 
ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย 

หมายถึง การนำภาพที่สร้างความเสื่อมเสีย เสียหาย ทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย โดยภาพนั้นมาจากการตัดต่อ แล้วนำไปโพสไว้ตามเว็บบอร์ด เว็บไซต์ Forward mail ถือว่ามีความผิดตามมาตรา ๑๖ นี้ 

นอกจากนี้แล้วยังมีข้อควรระวังอีกข้อสำหรับเจ้าของเว็บรือเว็บมาสเตอร์ ในการเก็บข้อมูลผู้เข้าใช้งานในระบบเว็บไซต์ของตนเอง ทั้งชื่อ – นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลข IP เพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 90 วัน ตามกฏหมายมาตราที่ ๒๖ 

มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า เก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่ง ให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ 

ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง 
ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท